“ทุกแผนกอยู่รอด แต่องค์กรไม่โต: สัญญาณเงียบของ Silo ที่ผู้นำมองข้าม”

“ทุกแผนกอยู่รอด แต่องค์กรไม่โต: สัญญาณเงียบของ Silo ที่ผู้นำมองข้าม”

.

เคยรู้สึกแบบนี้ไหมครับ

องค์กรของเรา ✔ มีคนเก่ง ✔ มีคนตั้งใจ ✔ มีคนทำงานหนัก

.

แต่พอทำงานจริงกลับรู้สึกว่า

  • “เหนื่อยใจกับการประสานงานกับฝ่ายอื่นมากกว่างานจริง”
  • “ทีมงานอยู่ในโหมด “อยู่รอด” ใส่ใจแต่เป้าหมายของตนเอง แต่ไม่ได้ใส่ใจเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน”
  • “แต่ละฝ่ายโยนปัญหากันไปมา ไม่ได้คิดแก้ปัญหาร่วมกัน”
  • “วันๆ ต้องทำงาน “ดับไฟ” แก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวด้วยกัน”

.

และเหมือนทุกคนพยายามเต็มที่แล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่ขยับไปเท่าที่ควร นี่คือสิ่งที่หลายองค์กรกำลังเผชิญอยู่ แม้จะไม่เรียกมันตรงๆ ว่า Silo

.

Silo ในองค์กรไทย ไม่ได้มาในรูปแบบโจ่งแจ้ง แบบ “ไม่ร่วมมือ” หรือ “ไม่อยากช่วยกัน” แต่มาแบบสุภาพ เกรงใจ เน้นรักษาความสัมพันธ์ เช่น

  • “เรื่องนี้ควรเป็นของอีกฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบนะ”
  • “กลัวพูดไปแล้วจะกระทบความสัมพันธ์”
  • “ประชุมด้วยกันก็เหมือนรับฟัง แต่เค้าก็กลับไปทำแบบเดิม”

.

หลายแผนกไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ไม่เข้าใจกันลึกพอ และผู้นำจำนวนไม่น้อย ติดอยู่ตรงกลางระหว่าง “เป้าหมายองค์กร” กับ “KPI ของทีมตัวเอง”

.

เรื่องจริงจากวงสนทนาในห้องอบรม ในวงหนึ่ง ผู้จัดการท่านหนึ่งพูดขึ้นเบาๆ ว่า

.

“จริงๆ เราไม่ได้ไม่อยากร่วมมือ แต่เราไม่รู้จะคุยกันยังไงไม่ให้เกิด Conflict ผิดใจกัน”

.

ประโยคนี้เงียบทั้งห้อง เพราะแทบทุกคนรู้สึกเหมือนกัน

ไม่ใช่ขาดความตั้งใจ แต่

  • ขาดพื้นที่ปลอดภัยในการพูดความจริง
  • ขาดทักษะการฟังข้ามมุมมอง
  • ขาดกรอบคิดร่วมกันว่า เรากำลังแก้ปัญหาเดียวกัน

.

การทลาย Silo ไม่ใช่เรื่องของ “โครงสร้าง” แต่คือเรื่องของ “ภาวะผู้นำ”

.

องค์กรจำนวนมากพยายามแก้ Silo ด้วยการปรับโครงสร้าง, ปรับ KPI, ตั้งทีมทำงานข้ามแผนก, หรือบอกให้ทุกคน “ร่วมมือกันมากขึ้น” 

แต่จากประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำในไทยและ Global สิ่งเหล่านี้ แทบไม่เคยแก้ Silo ได้จริง เพราะ Silo ไม่ได้เกิดจากการไม่อยากร่วมมือ แต่เกิดจาก วิธีที่ผู้คนถูกทำให้ “คิด พูด และตัดสินใจ” ภายใต้แรงกดดัน

.

เมื่อคนรู้สึกว่า

  • พูดความจริงแล้วอาจกระทบความสัมพันธ์
  • ตั้งคำถามแล้วอาจถูกมองว่าไม่สนับสนุน
  • ฟังอีกฝ่ายมากไป อาจกระทบเป้าหมายของทีมตัวเอง

.

สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติคือ ทุกคนจะ “ปกป้องพื้นที่ของตนเอง” แม้ในใจจะอยากให้องค์กรไปข้างหน้าพร้อมกันก็ตาม นี่คือ Silo ในรูปแบบที่สุภาพ เงียบ และอันตรายที่สุด

.

องค์กรที่ทลาย Silo ได้จริง เริ่มจากการเปลี่ยนบทบาทของผู้นำ องค์กรระดับโลกที่สามารถปลดล็อค Silo ได้อย่างยั่งยืน มีจุดร่วมที่เหมือนกันอย่างน่าสนใจ พวกเขาไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนร่วมมือกันมากขึ้น” แต่เริ่มจากคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า

.

“สภาพแวดล้อมแบบไหน ที่ทำให้คนกล้าร่วมมือกันโดยไม่ต้องถูกบังคับ”

.

คำตอบมักไม่ซับซ้อน แต่ต้องอาศัย ความกล้าของผู้นำ กล่าวคือ

1) ผู้นำต้องกล้าที่จะช้าลง ฝึกที่จะไม่ “รีบด่วนแก้ปัญหา”

เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้ปรากฏ เพราะปัญหาที่ถูกรีบแก้ มักเป็นเพียงระดับผิว ไม่ใช่ต้นตอ

.

2) ผู้นำต้องฝึกลดบทบาทของการเป็น “ผู้มีคำตอบเสมอ (Know it all)”

แล้วยกระดับบทบาทสู่การเป็น “ผู้ฟังที่ช่วยให้คนคิดร่วมกันได้ดีขึ้น”

ในองค์กรที่ Silo คลายตัว คำถามที่ทรงพลัง มีอิทธิพลมากกว่าคำสั่งที่ชัดเจน

.

3) ผู้นำสร้างสภาวะที่ทีม สามารถพูดในสิ่งที่กังวลใจ โดยไม่ต้องป้องกันตัวเอง

เพราะความร่วมมือที่แท้จริง ไม่เกิดจากความเกรงใจ แต่เกิดจากความไว้ใจ (Trust) เมื่อกรอบคิดเปลี่ยน ความร่วมมือจะเกิดขึ้นเอง เมื่อผู้คนรู้สึกว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้อง “ปกป้องตัวเอง” เพื่อจะ “อยู่รอด” มุมมองจะเปลี่ยนจาก “งานของฉัน” ไปสู่ “ปัญหาของเรา”

.

และในจุดนั้นเอง เป้าหมายขององค์กร จะชัดกว่าขอบเขตของแผนก จากนั้น ความร่วมมือจะไม่ต้องถูกสั่ง แต่มันจะเกิดขึ้นเอง เพราะมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับทุกคนในระบบ

.

บางครั้ง สิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ใช่โซลูชันใหม่ 
แต่คือ 
ผู้นำที่กล้าฟัง และกล้าเปิดพื้นที่ให้บทสนทนาที่แท้จริงขึ้นเกิดขึ้น

.


.

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Facilitation/Facilitator ได้ที่

Facilitator ผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่กับการเปลี่ยนแปลงองค์กร  https://dojospirit.co/facilitator-for-od/

ทำความรู้จักกับ 3 บริบท ของงาน FACILITATOR  https://dojospirit.co/facilitator-contexts/

สนใจ Solution โปรแกรมปลดล็อค Silo (ปลดล็อค | เปิดใจ | เปลี่ยนแปลง)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 


.

สนใจปรึกษาปัญหาองค์กร/หลักสูตรพัฒนาผู้นำ

ติดต่อ : โทร 083 008 5588, 081 809 5525

[email protected]

www.dojospirit.co

 

 

 

 

Print Friendly, PDF & Email