Compensation ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “เครื่องมือกำหนดอนาคตองค์กร”

 

Compensation ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “เครื่องมือกำหนดอนาคตองค์กร”

 

จากประสบการณ์ที่ผมและทีม Dojo Spirit ได้มีโอกาสทำงานกับองค์กรที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัว เราพบว่าเมื่อองค์กรเริ่มขยายตัว มีทีมงานที่หลากหลายมากขึ้น และการแข่งขันในตลาดเข้มข้นสูงขึ้น ผู้บริหารหลายท่านเริ่มตั้งคำถามคล้ายๆ กันว่า.

  1. เราจะบริหารต้นทุนด้านบุคลกรอย่างไร ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงๆ
  2. จะทำอย่างไรให้คนทั้งองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่
  3. จะดูแลและรักษาคนเก่งไว้ได้อย่างไร ในภาวะที่ตลาดแข่งขันเรื่อง Talent มากขึ้น

.

คำถามเหล่านี้ถือว่าเป็นโจทย์สำคัญใน “ช่วงรอยต่อของการเติบโต” จากการบริหารแบบอาศัย “ความยืดหยุ่นและความสัมพันธ์” ไปสู่การมี “ระบบ” ที่ช่วยให้การตัดสินใจเรื่องคน มีความชัดเจนและมีกลยุทธ์มากขึ้น

.

โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างค่าตอบแทน และการเชื่อมโยงกับผลงาน

จากประสบการณ์ของทีมที่ปรึกษา

เราเชื่อว่า Compensation ไม่ได้เป็นเพียงกลไกด้าน HR 

แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วย “จัดทิศทาง” ของทั้งองค์กร

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ และเลือกที่จะตอบแทน จะค่อย ๆ หล่อหลอมให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกันว่า

“อะไรคือสิ่งที่สำคัญ และอะไรคือผลงานที่องค์กรต้องการเห็นมากขึ้นในระยะยาว”

.

แก่นสำคัญที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ

1) คุณจ่ายอะไร องค์กรจะได้สิ่งนั้น

องค์กรไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย แต่มันขับเคลื่อนด้วย “สิ่งที่องค์กรให้รางวัล”

  • ถ้าคุณให้รางวัลกับ “อายุงาน” → คุณจะได้ความอยู่ยาว
  • ถ้าคุณให้รางวัลกับ “ความสัมพันธ์” → คุณจะได้การเมือง
  • ถ้าคุณให้รางวัลกับ “ผลงาน” → คุณจะได้ Performance

.

คำถามสำคัญคือ วันนี้ระบบค่าตอบแทนของคุณ กำลัง reinforce พฤติกรรมแบบไหนอยู่?

.

2) ระบบที่ดีต้องบาลานซ์ 3 มิติพร้อมกัน

องค์กรส่วนใหญ่พลาดตรงนี้ โดยไปเน้นแค่มิติเดียว กล่าวคือ

  • มิติที่ 1: Internal Equity คนทำงานรู้สึกได้รับความยุติธรรม
  • มิติที่ 2: External Competitiveness ช่วยดึงดูดและรักษาคนเก่งได้ 
  • มิติที่ 3: Performance Differentiation คือการที่คนสร้าง Impact ต้องได้ค่าตอบแทนมากกว่า

ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง คุณและทีมผู้บริหารของคุณจะเริ่มเห็นอาการทันที เช่น คนเก่งทยอยออก, คนเฉย ๆ เต็มองค์กร, ต้นทุนบวมแต่ผลลัพธ์ไม่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

.

3) คนไม่ได้ตัดสินใจอยู่หรือไปจาก “เงินเดือน”

แต่ตัดสินจาก “คุณค่ารวมของระบบ” องค์กรที่ดึง Talent ได้จริง จะออกแบบ “Total Compensation” ทั้งระบบ เช่น 

  • โบนัสและ Incentive ที่สะท้อนผลงานจริง
  • Benefits ที่ตอบโจทย์ชีวิต
  • Recognition ที่ทำให้คนรู้สึกมีคุณค่า
  • Career Path ที่เติบโตได้จริง

ซึ่งหมายความว่า เงินเดือนเป็นแค่ “Entry Ticket” แต่สิ่งที่ทำให้คนอยู่ต่อ คือ “ระบบทั้งหมด”

.

4) ถ้าไม่กล้าแตกต่าง = คุณกำลังเสียคนเก่งโดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ผมเจอบ่อยคือ “อยากให้ทุกคนรู้สึกแฟร์ เลยจ่ายใกล้ ๆ กัน” แต่ในความเป็นจริง ความแฟร์ไม่ใช่การจ่ายเท่ากัน แต่คือ “การจ่ายตามคุณค่า” 

องค์กรที่เติบโตเร็วจะ “แยกให้ชัด” ในการให้ความแฟร์

กล่าวคือ

  • Top Performer ควรได้ Reward ที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • Average Performer ควรได้ตามมาตรฐาน
  • Underperformer ควรต้องถูก Manage จริงจัง

ถ้าคนเก่งรู้สึกว่า “ทำมาก แต่ได้เท่าคนอื่น” เขาจะไม่ complain แต่เขาจะ “ย้ายองค์กร”

.

ความแฟร์ คือ “การจ่ายตามคุณค่า” 

.

5) ความโปร่งใส ไม่ได้แปลว่าเปิดเงินเดือน แต่ต้องเปิด “เหตุผล”

สิ่งที่สร้าง Trust ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือ “Logic ที่อธิบายได้” พนักงานควรเข้าใจว่า

  • ทำไมเขาได้เท่านี้
  • อะไรคือสิ่งที่เขาต้องทำ เพื่อเติบโตไปอีกระดับ

องค์กรที่สื่อสารเรื่องนี้ได้ดี จะลด Drama และเพิ่ม Ownership ได้อย่างมีนัยสำคัญ

.

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้บริหารทุกท่านครับ

ทีมที่ปรึกษา Dojo Spirit


อ่านบทความเพิ่มเติม เกี่ยวกับการพัฒนาองค์กร/การพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ที่

ตัวป่วน หรือ ตัวเปลี่ยน (Change Agent)

“ทุกแผนกอยู่รอด แต่องค์กรไม่โต: สัญญาณเงียบของ Silo ที่ผู้นำมองข้าม” 

Facilitator ผู้นำกระบวนทัศน์ใหม่กับการเปลี่ยนแปลงองค์กร

ยนรู้ศาสตร์และศิลป์ของการเป็นผู้นำแบบ Facilitator

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://dojospirit.co/facilitation-m1-oct2020/


.

สนใจปรึกษาปัญหาองค์กร/หลักสูตรพัฒนาผู้นำ

ติดต่อ : โทร 083 008 5588, 081 809 5525

[email protected]

www.dojospirit.co

 

 

 

 

Print Friendly, PDF & Email